10 เรื่องจริงที่คุณไม่เคยรู้! ยาคูลท์

ยาคูลท์ เกิดมาเราก็รู้จัก บางคนเคยดื่มตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นสาวกตัวยงอยู่ เคยสงสัยกันบ้างไหมละว่ายาคูลท์อยู่คู่กับเรามานานทำไมดีไซน์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

และสมัยก่อนจะฮิตมากกับคำว่า “ถามสาวยาคูลท์” ทำไมต้องถามสาวยาคูลท์? อีกหลายเรื่องราวเกี่ยวกับ ยาคูลท์ที่ www.ThaiSMEsCenter.com ภูมิใจนำเสนอแง่มุมที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน ถ้ารู้แล้วคุณอาจจะรักยาคูลท์เพิ่มมากขึ้นก็ได้

1.ยาคูลท์แบรนด์เก่าแก่อายุกว่า 90 ปี

เกิดมาเราก็รู้จัก

ภาพจาก goo.gl/q7pCBq

ยาคูลท์ถือเป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวแบรนด์แรกของญี่ปุ่น คิดค้นโดย ดร. Minoru Shirota ตั้งแต่ปี 1935 ก่อนที่จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นและแพร่หลายมายังประเทศไทยเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา ผู้นำเข้าแบรนด์ยาคูลท์จากญี่ปุ่นมาตีตลาดในไทยคือบริษัท ยาคูลท์ แห่งประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกตลาดนมเปรี้ยวแลตโตบาซิลลัสในไทยให้เฟื่องฟู

2.ยาคูลท์ชื่อเป็นยาแต่ไม่ใช่ยา

d2

ภาพจาก www.facebook.com/yakultthailand

ยาคูลท์เป็นนมเปรี้ยวจากญี่ปุ่น ที่โดยปกติประเทศที่ได้ชื่อว่าชาตินิยมอย่างญี่ปุ่นมักจะไม่ยอมตั้งชื่อเป็นภาษาอื่น แต่ยกเว้นยาคูลท์นี้ที่เขียนชื่ออย่างเป็นทางการว่า YAKULT ซึ่งเป็นภาษาประดิษฐ์ Esperanto ที่มีคนใช้เพื่อช่วยในการสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น เข้าใจว่า YAKULT มีรากศัพท์มาจากคำว่า Jahuto ในภาษา Esperanto ที่มีความหมายเหมือนคำว่า Yoghurt ที่แปลได้ว่า ยาที่ทำให้มีอายุยืนยาว

3.ส่วนประกอบของยาคูลท์คือแลตโตบาซิลลัสที่แข็งแรงมาก

d3

ภาพจาก goo.gl/ojhFpt

ยาคูลท์จัดเป็น Probiotic หรืออาหารเสริมแบททีเรียและจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย จุดเริ่มต้นมาจากจุลินทรีย์กรดนมที่อยู่ในลำไส้ของมนุษย์ แต่ ดร.มิโมรุ นำเอาจุลินทรีย์นี้ออกมาเพาะเลี้ยงให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อให้ทนต่อสภาวะกรดและด่างในร่างกายเราได้ และตั้งชื่อจุลินทรีย์ชนิดนี้ว่า Lactobacillus Casei Shirota Strain หรือจุลินทรีย์ชิโรต้า

4.ยาคูลท์มีน้ำตาลถึง 18%

d5

 

ภาพจาก goo.gl/o2Nirb

น้ำตาลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในยาคูลท์แต่ไม่ใช่ใส่เพื่อเพิ่มรสชาติหากแต่น้ำตาลคือที่ที่แบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้ดี ในยาคูลท์ 1 ขวดจึงมีน้ำตาลถึง 18% สำหรับคนที่ต้องการเรื่องสุขภาพแต่ไม่อยากได้ความอ้วนมาเป็นของแถมเขาถึงได้แนะนำให้บริโภคแค่วันละ 1 ขวดก็พอเพราะน้ำตาลในยาคูลท์คำนวณแล้วเท่ากับ 3.5 ช้อนชา และให้พลังงาน 71 Kcal

5.ทำไมยาคูลท์มีแต่ไซน์เล็ก

d6

ภาพจาก www.facebook.com/yakultthailand

สำหรับสาวกยาคูลท์ที่นิยมบริโภคเป็นประจำอาจสะดุดตรงที่ขนาด บางทีอยากจะดื่มแบบเยอะๆ แต่พอกระดกนิดเดียวหมดขวดซะแล้ว ซึ่งยาคูลท์ 1 ขวดขนาด 80 cc เขาคำนวณมาแล้วว่าเหมาะสมกับร่างกายของคนมากที่สุด ซึ่งตัวที่ทำให้นมมีรสเปรี้ยวคือ แลคโตบาซิลลัสที่อยู่ในยาคูลท์ ส่วนใหญ่เป็นกรดแลคติกถ้าดื่มขวมใหญ่อาจอ้วนง่ายหรือร่างกายอาจได้รับแบคทีเรียเกินความจำเป็นนั่นเอง

6.ยาคูลท์เคยใช้ขวดแก้ว

d7

ภาพจาก goo.gl/9efejP

ตั้งแต่ปี 1935 ยาคูลท์เคยใช้ขวดแก้วใสกริ้งมาตลอด สรีระของขวดมีแรงบันดาลใจจาก “Kokeishi” ตุ๊กตาโบราณ จนกระทั่งปี 1968 ปรับเปลี่ยนมาใช้ขวดพลาสติกแบบที่เราเห็นๆ ในปัจจุปัน เพราะต้นทุนถูกกว่าและน้ำหนักเบากว่าขวดแก้ว รวมกันหลายขวดก็หลายกิโล ทำให้สาวยาคูลท์ในยุคใหม่ไม่ต้องแบกขวดแก้วหนักเกินเหมือนในอดีต

7.วลีเด็ดคือ “ถามสาวยาคูลท์ซิคะ”

d8

ภาพจาก www.facebook.com/yakultthailand

สาวยาคูลท์ เป็นกลยุทธ์การขายที่ช่วยสร้างให้ลูกค้ารับรู้แบรนด์ได้อย่างเข้าใจ ถือได้ว่าสาวยาคูลท์เป็น Brand Ambassador ที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคนิคการตลาดแบบสาวยาคูลท์เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1963 ซึ่งบริษัทยาคูลท์ประเทศญี่ปุ่นยุคแรกๆมีธรรมเนียมแสนเก๋จนต้องยกนิ้วให้ เพราะพนักงานในบริษัทยาคูลท์ จะตั้งแถวตบมือทุกครั้งเมื่อสาวยาคูลท์ญี่ปุ่นออกไปปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจก่อนสาวยาคูลท์ออกไปพบลูกค้า

8.รายได้สาวยาคูลท์ไม่ธรรมดา

d9

ภาพจาก www.facebook.com/yakultthailand

การฟันธงว่าสาวยาคูลท์รายได้เท่าไหร่อาจไม่ชัดเจนแต่จากข้อมูลเบื้องต้นประมาณได้ว่าสาวยาคูลท์มีรายได้หลักจากเปอร์เซ็นต์การขายที่สาวยาคูลท์ 1 คนจะขายได้ไม่ต่ำกว่า วันละ 800 ขวด

อันเนื่องมาจากการตลาดที่เน้นให้ลูกค้าซื้อได้จากสาวยาคูลท์และมีการแบ่งโซนขายกันชัดเจน หากใน 1 เดือนทำงาน 26 วันรายได้ประมาณ 17,680 บาท รวมกับโบนัสอีกประมาณเดือนละ 3,000 เบ็ดเสร็จก็มีรายได้เกือบ 20,000 แต่ใช่ว่าจะเป็นสาวยาคูลท์ได้ง่ายๆ ต้องมีการอบรม การสอบ และการขายในช่วงแรกที่เรายังไม่มีฐานลูกค้าตัวเองก็จะเริ่มต้นได้ยากสักหน่อย

9.อหิวาตกโรคคือจุดพลิกสร้างชื่อให้ยาคูลท์เมืองไทย

d10

ภาพจาก goo.gl/qd167b

ในปี 1972 เกิดอหิวาตกโรคระบาดแถวสมุทรปราการ บริษัทยาคูลท์ได้นำยาคูลท์ลงไปในพื้นที่ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ป่วยอาการหนักถ่ายไม่หยุด 3 คน ซึ่งการที่ผู้ป่วยจะใช้ยาคูลท์ดื่มแทนยาต้องหยุดยาอื่นๆทั้งหมด และดื่มยาคูลท์ต่างน้ำผลปรากฏว่า 3 ชั่วโมงผ่านไป คนไข้ที่ดื่มยาคูลท์หยุดถ่ายและกลายเป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

10.ยาคูลท์ไม่มีแบบกล่องแพคเกจออกขาย

dd1

ภาพจาก goo.gl/eqv8Mg

เราอาจเคยเห็นแบรนด์อื่นๆ จัดเซตสินค้าออกมาวางขาย แต่ไม่เคยเห็น ยาคูลท์ทำแบบนั้น เหตุผลคือ ยาคูลท์เป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นการรักษาธรรมชาติและไม่อยากเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม วัสดุที่ใช้ทุกวันนี้คือ Poly Styrene ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติและการที่ยาคูลท์มีขวดขนาดเล็กนอกจากเหตุผลว่าเป็นปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกาย ขวดขนาดเล็กนี้สามารถยกดื่มได้ในทีเดียวไม่จำเป็นต้องใช้หลอดอีกด้วย

บทเรียนหนึ่งที่เราควรศึกษาว่าทำไมยาคูลท์ถึงอยู่คู่สังคมไทยได้อย่างไม่เสื่อมคลายในขณะที่บางธุรกิจเริ่มต้นทีหลังแต่กับล้มเหลวไม่เป็นท่า ยาคูลท์ไม่ใช่สินค้าจำเป็นขนาดที่ต้องดื่มต้องกินต้องใช้ทุกวัน แต่สิ่งที่ยาคูลท์ทำคือตอกย้ำคือความเป็นแบรนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย สินค้าใดก็ตามหากตอกย้ำในจุดนี้ได้โอกาสเติบโตก็สดใสสวยงามเช่นกัน


ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

01

ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ goo.gl/Io5k2S

[Total: 0    Average: 0/5]

peak-goe

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด

Main Sponsors

Happy Sponsors