10 เรื่องจริงที่คุณไม่รู้ Yayoi ยาโยอิ

เชื่อว่าผู้บริโภคชาวไทยน่าจะรู้จัก Yayoi ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟเมนูเซ็ตสุดคุ้มกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และประชาชนทั่วไป

แต่เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าแบรนด์ Yayoi นั้นมีจุดเริ่มต้นอย่างไร ใครเป็นเจ้าของแบรนด์มาก่อน ใครเป็นผู้นำเข้ามาในไทย วันนี้ www.ThaiSMEsCenter.com จะนำเสนอให้ทราบ

1. กำเนิดขึ้นสาขาแรกกรุงโตเกียว

14

ภาพจาก bit.ly/31a4Two

ยาโยอิ เชนร้านอาหารญี่ปุ่นถือกำเนิดขึ้นสาขาแรกที่โตเกียว โดยคุณ “ทามิจิโร ชิโออิ” ได้กลับจากการศึกษาการเป็นเชฟ จากฝรั่งเศส ต่อมาส่งไม้ให้คุณ “สุเอยูกิ ชิโออิ” หลานชาย ได้ดำเนินกิจการต่อ โดยคนญี่ปุ่นจะเรียกร้านอาหารนี้ว่า Yayoiken และป้ายหน้าร้านจะเขียนภาษาอังกฤษว่า Teishoku Yayoi ซึ่งในช่วงแรกๆ ของการดำเนินธุรกิจใช้ชื่อร้านว่า เมชิยะด้ง (Meshiyadon) โดยเน้นขายอาหารญี่ปุ่นแบบเป็นเซ็ต ต่อมาในปี ค.ศ. 2006 จึงมีการเปลี่ยนชื่อเป็น Yayoiken และขยายสาขาไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมถึงต่างประเทศในชื่อ Yayoi (ยาโยอิ)

2. มีเครือข่ายธุรกิจอาหารข้าวกล่อง

13

ภาพจาก yayoirestaurants.com

ร้าน “ยาโยอิ” ยังมีเครือข่ายธุรกิจร้านอาหารข้าวกล่อง (เบ็นโตะ) ทั่วประเทศญี่ปุ่นกว่า 2,400 สาขา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก และบริษัทได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันดีในชื่อว่า “Hotto Motto”

3. มีความหมายว่า “เดือนมีนาคม”

12

ภาพจาก yayoirestaurants.com

คำว่า “ยาโยอิ” (Yayoi) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า “เดือนมีนาคม” ซึ่งเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่น จากฤดูหนาวก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

4. ไทยเป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรก

11
ภาพจาก bit.ly/3c8Folw

“ยาโยอิ” หนึ่งในเชนร้านอาหารขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น โดย “เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป” เป็นผู้ซื้อ License มาจากพันธมิตรในญี่ปุ่น คือ “บริษัทเพลนัส” (Plenus) เจ้าของแบรนด์ยาโยอิ 500 แห่งในญี่ปุ่น และเป็นผู้ที่นำร้านสุกี้เอ็มเคไปเปิดสาขาในญี่ปุ่น โดยการขยายสาขาออกไปสู่ตลาดต่างประเทศของ “ยาโยอิ” ไทยถือเป็นประเทศแรก

5. มีจำนวนสาขามากกว่า 200 แห่ง

10

ภาพจาก bit.ly/3tN5voc

หลังจากเอ็มเค เรสโตรองต์ฯ ได้ซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารญี่ปุ่น “ยาโยอิ” และนำเข้ามาเปิดในประเทศไทย ได้ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิในประเทศไทยมีทั้งหมดกว่า 200 สาขาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เจาะกลุ่มลูกค้าแนวกว้าง (Mass Customization) ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ จึงทำให้สามารถสร้างรายได้อันดับ 2 ของบริษัท ด้วยสัดส่วน 19% รองจากเอ็มเคที่มีสัดส่วนรายได้ 80%

6. โทนสีร้านเริ่มแรก “สีเหลือง – น้ำตาล”

9

ภาพจาก bit.ly/3d4nbF8

ที่ผ่านมา “ยาโยอิ” ต้องปรับตัวอยู่ตลอด เริ่มจากการทดลองตลาด ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ลองผิดลองถูกในหลายๆ อย่าง รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบร้าน ปรับเปลี่ยนโทนสี จากครั้งแรกเลือกใช้โทนสีเหลือง–น้ำตาล เพื่อให้ดูเป็นญี่ปุ่น แต่เมื่อไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยน เริ่มนำสีชมพูเข้ามาใส่มากขึ้นเพื่อจับกลุ่มวัยรุ่น ในช่วง 5-6 ปีแรกเน้นการขายเพียงอย่างเดียว ใช้หน้าร้านเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดลูกค้าเพียงอย่างเดียว ยังไม่มีการทำตลาดใดๆ

7. คู่แข่งของร้าน “ยาโยอิ” ในไทย

8

ภาพจาก bit.ly/3r8fJxH

สำหรับคู่แข่งในประเทศไทยของ “ยาโยอิ” คือ โออิชิ, ฟูจิ และกลุ่ม CRG ฝั่งธุรกิจอาหารของเซ็นทรัลที่มีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่าง โอโตยะ, Pepper Lunch เองก็ประกาศว่าจะขยายสาขาเพิ่มในทุกๆ ปี

8. เดินกลยุทธ์ “สร้างความแตกต่าง”

7

ภาพจาก bit.ly/3tKzexL

สิ่งที่ทำให้ยาโยอิประสบความสำเร็จ คือ การสร้างความต่างในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะในอดีตตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นถูกขับเคลื่อนด้วยรูปแบบ “บุฟเฟ่ต์” เป็นหลัก รองลงมาก็คือการเสิร์ฟความอร่อยแบบ A La Carte โดยมี “ฟูจิ” ครอบครองตลาดนี้อยู่ แต่ยาโยอิเลือกใช้ช่องว่างตรงนี้ด้วยการเน้นเสิร์ฟเมนูอาหารญี่ปุ่นแบบเป็นเซต ในราคาขายเชิง Mass เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้าง โดยเมนูอาหารของยาโยอิเริ่มต้นที่ 99-400 กว่าบาท/เซต ที่สำคัญ “ยาโยอิ” ไม่ได้ใช้ราคา Mass เป็นไม้ตายอย่างเดียว แต่ที่ผ่านมายังเน้นเพิ่มความถี่ออกเมนูอาหารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขายของตัวเอง โดยเวลานี้จะมีเมนูพิเศษทุกๆ 2 เดือนมาวางขายหน้าร้าน

9. ทำตลาดต่อเนื่องเข้าถึงกลุ่ม “วัยรุ่น”

6

ภาพจาก bit.ly/3d2dqan

นอกจากราคาขายและรสชาติที่ถูกโฆษณามาอย่างต่อเนื่องแล้ว วิธีการสื่อสารการตลาด “ยาโยอิ” ยังรู้ว่าลูกค้าของตัวเองเป็นใคร แล้วก็หาวิธีพูดคุยกับลูกค้าได้ตรงจุด แม้ลูกค้าจะมีความหลากหลาย แต่ “ยาโยอิ” มองว่าลูกค้ากลุ่มใหญ่สุด คือ “วัยรุ่น” ทำให้แคมเปญและโปรโมชั่น รวมไปถึงหนังโฆษณาจนถึงสื่อออนไลน์จะมี Content ที่เอาใจกลุ่มนี้เป็นพิเศษ จึงไม่แปลกที่ในช่วงเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ยาโยอิ ต้องทุ่มงบการตลาดมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เพื่อในการจ้างศิลปิน BNK48 มาเป็น Presenter ผ่านแคมเปญ “ยาโยอิลุ้นฟิน กินฟรี กินทั้งปี”

10. เป้าระยะยาวขยายสาขา 500 แห่งในปี 2023

5

ภาพจาก bit.ly/396UOVu

หากย้อนกลับไป คุณสมชาย หาญจิตต์เกษม ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (พัฒนา, การตลาด และธุรกิจอาหารญี่ปุ่น) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เคยให้สัมภาษณ์ในตอนใช้ศิลปิน BNK 48 เป็น Presenter ว่า ภายในปี 2561 จะขยายสาขายาโยอิเพิ่ม 30 สาขา ซึ่งมากกว่า MK สุกี้ ที่จะเปิดสาขาใหม่เพียงแค่ 18 สาขา เพราะเพราะ MK ดำเนินธุรกิจมา 32 ปี มี 435 สาขา ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ ในขณะที่ยาโยอินั้นมี 171 สาขาในตอนนั้น อีกทั้งยังเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ราคาขายเข้าถึงง่าย และใช้พื้นที่ต่อ 1 สาขาน้อยกว่า MK ทำให้การหาพื้นที่ในการเปิดสาขาใหม่ๆ ง่ายโดยวางเป้าหมายระยะยาว เปิดร้านยาโยอิ 500 สาขาภายในปี 2023 และจะต้องมียอดขายแตะ 5,000 ล้านบาท

ทั้งหมดเป็น 10 เรื่องจริงของ “ยาโยอิ” ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ครองใจลูกค้าทุกเพศทุกวัยในเมืองไทย แม้จะเป็นร้านอาหารในเครือ MK แต่ทำการตลาดต่างกัน เติบโตไปด้วยกัน เช่นเดียวกันกับ “ห้างเดอะมอลล์” เน้นกลุ่มชาวบ้าน แต่ถ้าไปจับกลุ่มระดับสูง ก็จะเป็น “เอ็มโพเรียม” และ “สยามพารากอน” โดยสินค้าและราคาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

0

ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ https://bit.ly/3corFV2
รับฟังบทความต่างๆ ผ่านทาง PodCast ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ https://soundcloud.com/thaifranchisecenter

ขอบคุณข้อมูลจาก

 

อ้างอิงจาก https://bit.ly/3vU2S5A

[Total: 0    Average: 0/5]

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไชส์

Main Sponsors

Happy Sponsors