10 เรื่องจริงที่คุณไม่รู้! เฮลซ์บลูบอย

เชื่อว่าทุกคนรู้จัก “เฮลซ์บลูบอย” และเชื่ออีกเหมือนกันว่าน้ำหวานยี่ห้อนี้มีติดอยู่ในห้องครัวแทบจะทุกบ้าน เราคุ้นเคยกับ เฮลซ์บลูบอย จนรู้สึกเหมือนว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างไม่รู้ตัว

รูปเด็กหนุ่มสวมหมวกเป็นสัญลักษณ์ กับภาษาอังกฤษ Hale’s Blue Boy คือภาพจำสุดคุ้นชินที่คนไทยมีต่อแบรนด์ “เฮลซ์บลูบอย” ซึ่งผูกพันกันมานานถึง 60 ปี (ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2502)แม้จะอยู่ในแวดวงธุรกิจมานานหลายทศวรรษ แต่น่าแปลกใจที่เรื่องราวของ “เฮลซ์บลูบอย” กลับไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก

www.ThaiSMEsCenter.com มองว่านี่คืออีกหนึ่งแบรนด์สินค้าในตำนานที่ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจดียอดเยี่ยมและที่สำคัญเป็นธุรกิจที่เติบโตแบบไม่หวือหวาแต่ว่าอยู่มาได้อย่างแข็งแกร่ง ลองมาดู 10 เรื่องจริงที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับ เฮลซ์บลูบอย ว่ามีอะไรบ้าง

1.เติบโตจากร้านโชห่วยสู่แบรนด์สินค้าระดับประเทศ

hel1

ภาพจาก bit.ly/2ISMzA6

พ.ศ. 2502 เฮลซ์บลูบอยถือกำเนิดขึ้นจาก 4 พี่น้องครอบครัวคนจีนตระกูล พัฒนะเอนก ซึ่งแต่เดิมประกอบอาชีพร้านโชห่วย ต่อมาได้เห็นโอกาสในธุรกิจน้ำหวาน เพราะ เนื่องจากในยุคนั้นประเทศไทยยังขาดสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทนี้ โดยสูตรน้ำหวานเป็นสูตรของครอบครัวที่คิดค้นขึ้นมาเองและในปี พ.ศ 2521 ตระกูลพัฒนะเอนกได้เริ่มก่อตั้ง บริษัท เฮลซ์เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยดำเนินธุรกิจน้ำหวานเข้มข้นและ น้ำตาลก้อนที่ใช้ในการชงกาแฟ

2.คำว่า “Hale’s” ไม่มีใครเลียนแบบได้

hel2

ภาพจาก www.facebook.com/halesblueboyusa/

คุ้นเคยกันดีกับฟอนต์ขนาดใหญ่คำว่า Hale’s ที่ถือว่าโดดเด่นบนสินค้า มาตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเคยเปลี่ยนชื่อบริษัท แต่คนก็จดจำในแบรนด์เฮลซ์บลูบอยได้อย่างดี แถมฟอนต์ “Hale’s” ที่คนเห็นจนคุ้นตา ก็มีมาตั้งแต่ก่อนมีคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ โดยใช้การแกะบล็อกไม้เป็นตัวอักษร เลยได้ฟอนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใครเลียนแบบได้

3.วางกลยุทธ์การตลาดเป็นสินค้าในครัวเรือน

hel3

ภาพจาก www.facebook.com/halesblueboyusa/

หัวใจที่ผลักดันให้แบรนด์ครองใจลูกค้าต่อเนื่อง และแทบจะเป็นน้ำหวานแบรนด์ไทยเจ้าเดียวที่คนทั่วไปจะถึงนึกออก มาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเป็นสินค้าน้ำหวานเพื่อการบริโภคในครัวเรือน กำไรต่อหน่อยค่อนข้างต่ำ ยอดขายเน้นมากนัก ธุรกิจขนาดใหญ่ทุนหนาจึงไม่ค่อยให้ความสนใจจะลงมาแข่งขันในตลาดนี้

ส่วนใหญ่หันไปผลิตน้ำหวานเพื่อส่งใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแทน ดังนั้น การแข่งขันจึงไม่รุนแรงและแทบไม่มีเจ้าใหญ่ลงมาชิงลูกค้า และผู้บริหารของเฮลซ์บลูบอยก็ไม่สนใจจะไปสู้ในตลาดน้ำหวานเพื่อโรงงานอุตสาหกรรม แม้ว่าจะได้กำไรมากกว่า เพราะไม่ใช่ตลาดที่ตัวเองถนัด สิ่งที่เลือกคือทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดเพื่อจะรักษาคุณภาพไม่ให้เปลี่ยนแปลง

4.กว่า 52 ปี มีสินค้าแค่ 2 ชนิดเท่านั้น

hel4

ภาพจาก www.halesblueboy.co.th/th

ในระยะเวลาธุรกิจกว่า 52 กว่าปี เฮลซ์บลูบอยมีสินค้าแค่ 2 ชนิดเท่านั้น คือ น้ำหวาน และน้ำตาลก้อน แต่ที่คนจดจำที่สุดคือ “น้ำหวาน” ที่มีอยู่ 9 กลิ่น ได้แก่ สละ ครีมโซดา สัปปะรด องุ่น สตรอเบอร์รี่ แคนตาลูป ซาสี่ มะลิ และกุหลาบ

ทั้งหมดนี้ต้องยกเครดิตให้ลูกค้าที่นำน้ำหวานของเฮลซ์บลูบอยไปครีเอทเป็นเมนูต่างๆ หลากหลาย เช่น นำไปทำเป็นเมนูน้ำแดงโซดา หรือคนจะทำทับทิมกรอบ ก็ต้องใส่น้ำแดง ทำให้สินค้าสามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่รถเข็นน้ำแข็งไส ไปจนถึงเจ้าของร้านอาหาร ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อถือแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นในคุณภาพและมีราคาเหมาะสม ช่วยสร้างให้ลูกค้าจดจำได้ ทั้งๆ ที่การทำประชาสัมพันธ์นั้นมีน้อยมากๆ

5.เฮลซ์บลูบอยรุกตลาดต่างประเทศ

การเจาะตลาดของเฮลซ์บลูกบอยเริ่มต้นแต่ปี 2558 ที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ในปีต่อมาคือ 2559 การส่งออก มุ่งไปยังตลาดอาเซียน และจีน โดยเป็นหนึ่งใน 200 ผู้ประกอบการไทย ที่อยู่ในศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีน(TSTC) ณ เมืองโฝซาน มณฑลกวางตุ้ง ภายในโครงการ “คาค่า”(KAKA) ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของนักลงทุนชาวไทยที่มีมูลค่าโครงการสูงถึง 600 ล้าน

นอกจากนี้เฮลซ์บลูกบอยยังมีเป้าหมายในการบุกตลาดอินเดียและชูสโลแกน Number one syrup in Thailand เพื่อกระจายความหวานสายพันธุ์ไทย ให้อยู่ในทุกพื้นที่บนโลก

6.รายได้ของบริษัท เฮลซ์เทรดดิ้ง

hel5

ภาพจาก http://home.halesblueboy.co.th

มองย้อนไปในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ในปี 2557 รายได้ 2,392 ล้านบาท กำไรสุทธิ 515 ล้านบาท ในปี 2558 รายได้รวม 2,830 ล้านบาท กำไรสุทธิ 605 ล้านบาท และในปี 2559 รายได้รวม 2,803 ล้านบาท กำไรสุทธิ 581 ล้านบาท

จุดที่น่าสนใจคือ รายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจาก สินค้าตัวเดียวที่อย่าง เฮลซ์บลูบอย ถึงแม้ว่าจะโดนท้าทายจากสินค้าแบรนด์อื่นๆทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรเฮลซ์บลูบอยได้

7.เด็กชายบนฉลากน้ำหวาน Hale’s Blue Boy ไม่มีผิวสีฟ้า ทำไมมีผิวสีเหลือง

hel6

ภาพจาก bit.ly/2GIvp6E

บางคนอาจไม่สังเกตแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ารูปเด็กชายสวมหมวกบนฉลากของเฮลซ์บลูบอย ผิวนั้นไม่ได้มีสีฟ้าตามชื่อ แต่กลับมีผิวสีเหลือง เรื่องนี้มีคนเคยสงสัยและมีคำตอบที่คาดเดาไปมากมาย

บ้างก็ว่าเด็กชายนี่เป็นตัวแทนของคนใช้แรงงานที่เมื่อดื่มน้ำหวานแล้วเขาก็มีความสุขสดชื่น ส่วนการที่ตัวเป็นสีเหลืองบ้างก็ว่าเกิดจากสมัยก่อนที่การผสมสีในการทำโลโก้ยังไม่มีเครื่องมือที่ดีทำให้สีผิวออกมาเป็นสีเหลือง หรือบ้างก็ว่าการดื่มน้ำหวานเฮลซ์บลูบอยแท้ที่จริงสามารถรักษาบางโรคให้หายได้ ทั้งหมดนี้เป็นข้อสันนิษฐานแต่ไม่ว่าจะอย่างไรแบรนด์นี้ก็กลายเป็นที่จดจำของคนจำนวนมาก

8.เฮลซ์บลูบอยไม่ได้มีผลต่อการบำรุงเลือด

hel7

ภาพจาก bit.ly/2voGvaE

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าหลังการบริจาคเลือดที่มักมีน้ำหวานให้ดื่มให้ดูดจะเป็นการให้น้ำหวานเข้าไปบำรุงเลือดแต่ความจริงคือเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำตาลจากน้ำหวานที่ย่อยและดูดซึมได้ค่อนข้างไวไปสะสมเป็นพลังงานให้ร่างกายและไปเป็นพลังงานให้กับสมอง

จะได้ไม่ค่อยหน้ามืดเป็นลมจากปริมาณเลือดที่ลดลงฉับพลันจากการบริจาคเลือดป้องกันไม่ให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมแต่ไม่มีผลต่อการบำรุงเลือดแต่อย่างใดหน้าที่ของการบำรุงเลือดอยู่ในอาหารที่มี จะเป็นพวกธาตุเหล็ก ทองแดง กรดโฟลิค ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับส่วนผสมของเฮซ์บลูบอย

9.ดื่มน้ำแดงไม่ได้ช่วยรักษาโรคตับ

hel8

ภาพจาก bit.ly/2GJEf48

ความเชื่อที่มีต่อๆกันมาอย่างหนึ่งคือ เป็นโรคตับต้องดื่มน้ำแดง ก็ทำให้คนนึกถึง เฮลบลูบอย แต่ที่จริงความเชื่อนี้ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมดความเชื่อเรื่องนี้มีเมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน ในยุคที่ภาครัฐรณรงค์เรื่องไวรัสตับอักเสบกันอย่างกว้างขวาง

สมัยนั้นคนที่เป็นตับอักเสบมักมาด้วยเรื่องตับแข็งหรือตับวาย อาการคือเพลียเหนื่อยง่าย เบื่ออาหารกินอะไรไม่ได้หมอจึงแนะนำให้ทานน้ำหวานเพราะมีกลูโคสที่ให้พลังงานได้ คนจึงนิยมน้ำแดงเฮลบลูบอยเพราะเก็บได้นาน เอาไว้ให้คนไข้ผสมเองกินตามใจชอบ แต่ในความจริงโรคตับที่กินน้ำแดงได้ ควรเป็นโรคตับแข็งหรือตับอักเสบมากๆที่กินอาหารอื่นไม่ได้ และกินเพื่อทดแทนเฉพาะช่วงที่กินอาหารไม่ได้เท่านั้น

โรคตับที่ห้ามกินน้ำแดงเสริมคือ ไขมันเกาะตับ เพราะน้ำตาลที่มีมากในน้ำหวานจะยิ่งไปเปลี่ยนเป็นไขมันเกาะตับ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อนี้ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน เพราะภาวะของตับหลายอย่างหายเองได้ เช่นพาหะของตับอักเสบบีซี บางจังหวะหายเองได้ และพอหาย คนที่กินน้ำแดงแล้วเชื่อก็เลยส่งต่อความเชื่อกันมา

10.ฉลากบอกวันหมดอายุของเฮลบลูบอย

hel9

ภาพจาก http://home.halesblueboy.co.th

เนื่องจากเฮลบลูบอยเป็นสินค้าที่เก็บไว้ได้นานไม่เสียง่าย หลายคนสงสัยว่าแล้วเฮลบลูบอยจะมีวันหมดอายุบ้างหรือไม่ ในความจริง ที่ฉลากของเฮลบลูบอยได้ระบุวันหมดอายุไว้ชัดเจนเช่น ผลิต/MFG: 09-01-2018 ควรบริโภคก่อน/BBE: 09-01-2020 หมายถึง ผลิตวันที่ 9 มกราคม 2018 ควรบริโภคก่อน วันที่ 9 มกราคม 2020 หรือเมื่อเปิดขวดบริโภคแล้วควรให้หมดภายใน 2 ปีนับจากวันที่ผลิตในฉลาก

เฮลซ์บลูบอยที่สามารถก้าวมาถึงทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเพราะวิสัยทัศน์ผู้บริหารที่ไม่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดดแต่เลือกบริหารงานแบบเงียบๆ ค่อยๆโตในแบบที่ควรจะเป็น แม้ในยามเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ เฮลซ์บลูบอยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกันแต่ด้วยรูปแบบการบริหารที่เน้นความเรียบง่าย ไม่กระโดดเข้าสู่วังวนของการลงทุนแบบบ้าคลั่ง จึงเป็นทางรอดของเฮลซ์บลูบอยที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จนยากที่ใครจะเข้ามาเบียดแข่งได้

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

addline

ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ www.thaifranchisecenter.com/document/index.php

[Total: 238    Average: 2.4/5]
10 เรื่องจริงที่คุณไม่รู้! เฮลซ์บลูบอย written by คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก) average rating 2.4/5 - 238 user ratings

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด

Main Sponsors

Happy Sponsors