10 เรื่องจริงที่คุณไม่รู้! นมไทย-เดนมาร์ค

นมไทย-เดนมาร์ค หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า นมวัวแดง จำหน่ายโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ค

ตั้งแต่ปี 2504 จากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จนมาถึงวันนี้ นมไทย-เดนมาร์ค นอกจากเป็นนมกล่องที่เรารู้จักอย่างดี ยังมีส่วนช่วยนาการสร้างอาชีพเพาะเลี้ยงโคนมให้กับเกษตกรไทย

อย่างไรก็ดี www.ThaiSMEsCenter.com เชื่อว่ามีหลายคนที่ยังไม่รู้จักนมไทย-เดนมาร์คมากพอ เราจึงได้รวบรวม 10 เรื่องจริงนมไทย-เดนมาร์คมาฝากกัน

1. จุดเริ่มต้นของนมไทย-เดนมาร์ค

10

ภาพจาก องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)

โครงการนมไทย – เดนมาร์ค ต้องย้อนกลับไปช่วง พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จประพาสยุโรปร่วมกับสมเด็จพระราชินี หนึ่งในประเทศที่ท่านเดินทางไปก็คือ ประเทศเดนมาร์ค ท่านได้เห็นกิจการโคนม การผลิตนมของประเทศเดนมาร์ค กำลังเจริญเติบโตและเป็นที่น่าสนใจมาก พระองค์ท่านจึงทำการศึกษากิจการโคนมของประเทศเดนมาร์ค

เพื่อนำกลับมาพัฒนาต่อในไทยหลังจากท่านได้กลับมาเมืองไทย ท่านได้นำแนวคิดต่างๆเกี่ยวกับนม มาพัฒนาต่อตั้งแต่การจัดหาสายพันธุ์วัว การก่อตั้งสหกรณ์ และอีกมากมาย โดยทางรัฐบาลเดนมาร์คได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ความสามารถ ชื่อว่า นิลส์ กุนน่าส์ ซอนเดอร์กอร์ด มาพัฒนาโครงการดังกล่าวร่วมกับ ดร.ยอด วัฒนสินธุ์ เพื่อให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างจริงจัง นี่จึงเป็นสาเหตุของการใช้ชื่อว่า ไทย – เดนมาร์ค

2. ทำไมต้องเรียกว่า “นมวัวแดง”

9

ภาพจาก bit.ly/38U23zO

จุดเด่นของนมไทย-เดนมาร์ก คือ เป็นนมที่ผลิตเองโดยเกษตรกรไทย ผลิตโดยนมวัว 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีนมผงผสมอยู่เลย และสาเหตุที่คนไทยเรียกติดปากว่านมวัวแดง ก็เนื่องมาจากสัญลักษณ์ที่เป็นโลโก้หน้ากล่องเป็นรูปวัวสีแดงสองตัวนั่นเอง ปัจจุบันนั้นนมไทย-เดนมาร์กยังคงผลิตและจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และเนื่องจากภาวะคู่แข่งทางการตลาดที่มีมากขึ้น ทำให้นมไทย-เดนมาร์กมีการพัฒนาสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น

นอกจากนมยูเอชทีที่มีอยู่ดั้งเดิม ก็ยังมีโยเกิร์ตพร้อมดื่มยูเอชที นมพาสเจอร์ไรส์ น้ำนมอินทรีย์ ไอศกรีม โยเกิร์ต และน้ำดื่ม ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีเพราะความเชื่อมั่นในคุณภาพของไทย-เดนมาร์กที่อยู่คู่ไทยมานาน

3. กำเนิด “นม UHT กล่องแรกของคนไทย”

8

ภาพจาก bit.ly/3cMwysT

การแปรรูปผลิตภัณฑ์ครั้งแรกเริ่มขึ้นเมื่อปี 2507 ใช้นมดิบที่ผลิตได้ 60 ลิตรนำมาผ่านความเย็น ลดอุณหภูมิจาก 35 องศาเซลเซียส ให้เหลือ 6 องศาเซลเซียส บรรจุลงถังอลูมิเนียม 2 ชั้น ภายในบรรจุไม้ก๊อกเพื่อรักษาความเย็น ได้น้ำนมประมาณ 50 ลิตร ส่งขายโรงงานนมในกรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กระทั่งในปี 2508 เกษตรกรโคนมชาวเดนมาร์กส่งมอบขวดแก้วขนาด 250 มล. 500 มล. และ 1,000 มล. ให้ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค สำหรับใช้บรรจุนมหลังพาสเจอร์ไรส์ เพื่อให้การจัดจำหน่ายจึงสะดวกขึ้น เพราะสมัยนั้นคนไทยยังไม่นิยมดื่มนม ทำให้บางส่วนต้องแจกตามโรงพยาบาล โรงเรียน และที่ฟาร์ม ต่อมาเมื่อจัดตั้ง “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)”

ในปี 2514 ได้พัฒนาต่อยอดจาก “ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์” สู่ “ผลิตนม UHT กล่องแรกของไทย” วางจำหน่ายในวันที่ 2 กรกฎาคม 2519 ทำให้สามารถเก็บไว้ได้นาน โดยไม่ต้องแช่เย็น และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคไทย

4. สายพันธุ์วัวของฟาร์มนมไทย-เดนมาร์ค

7

ภาพจาก bit.ly/38UUPvJ

สายพันธุ์วัวของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์กมีหลายสายพันธุ์มาก ๆ ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีเพื่อให้คนไทยทุกคนได้ดื่มกัน เช่น

  1. เรดเดน – ถือเป็นวัวสายพันธุ์แรกที่นำเข้ามาจากประเทศเดนมาร์กและเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในฟาร์มนาไทย-เดนมาร์กตัวแรกด้วย
  2. โฮลสไตน์ – จุดเด่นคือมีน้ำนมให้ค่อนข้างเยอะ นิสัยเชื่อง ทำให้รีดนมได้ง่ายจึงได้รับความนิยมในการนำมาเลี้ยงที่ฟาร์มไทย-เดนมาร์ก
  3. ซาฮิวาล – เป็นวัวสายพันธุ์ดีห้นมเยอะ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพการเลี้ยงต่าง ๆ ได้ดี ทนอากาศร้อน
  4. บราห์มัน – ต้นกำเนิดมาจากอินเดียก่อนได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมในสหรัฐฯ มีความแข็งแรง หนอกใหญ่ ถือเป็นอีกสายพันธุ์สำคัญในเมืองไทยที่นำมาผสมพันธุ์เพื่อยกระดับวัวไทยให้มีพันธุ์ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
  5. ซีบู – เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนามาจากซาฮิวาล จึงมีลักษณะค่อนข้างใกล้เคียงกันในหลาย ๆ ด้าน

5. เลือกทำฟาร์มโคนมที่ อ.มวกเหล็ก สระบุรี

6

ภาพจาก facebook.com/Farmkonom

หลังจากการทำงานร่วมกันทั้งฝั่งไทย และ เดนมาร์ค ทำให้โครงการนมวัวไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่าง ตอนนั้นคณะทำงานได้ทำการสำรวจพื้นที่จะตั้งสหกรณ์กลุ่มผู้ค้าโคนม ปรากฏว่าคณะทำงานลงความเห็นว่าพื้นที่ อำเภอมวกเหล็ก สระบุรี เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ น้ำสะอาด เหมาะแก่การเลี้ยงวัวนม ไม่ไกลจากเมืองหลวง จึงก่อตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมขึ้นในบริเวณนั้น แล้วต่อยอดมาจนถึงทุกวันนี้

6. ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

5

ภาพจาก facebook.com/Farmkonom

นอกจากผลิตภัณฑ์จากนมโคแล้ว ไทย-เดนมาร์กยังมีการส่งเสริมให้ฟาร์มโคนมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย โดยในฟาร์มได้จัดกิจกรรมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเอาไว้มากมาย เช่น ชมขั้นตอนและวิธีการเลี้ยงและรีดนมวัว พร้อมทั้งฝึกทำด้วยตนเอง ชมขั้นตอนการผลิต ชมทุ่งหญ้าและสวนสัตว์ เป็นต้น และยังมีกิจกรรมอีกหลากหลายภายใต้บรรยากาศแบบธรรมชาติและอากาศดี ๆ รับรองได้ว่าประทับใจผู้ไปเยือนอย่างมาก

7. วันที่ 17 มกราคมของทุกปีคือ วันโคนมแห่งชาติ

4

ภาพจาก bit.ly/3vJ97sQ

วันที่ 16 มกราคม 2505 ถือเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งเดนมาร์ก ทรงทำการประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมพร้อมศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ก

ต่อมาในปี 2514 ทางรัฐบาลไทยมีการรับโอนกิจการฟาร์มโคนมพร้อมศูนย์ฝึกอบรมโคนมไทย-เดนมาร์กเพื่อให้จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชื่อว่า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พร้อมกันนี้ได้กำหนดวันที่ 17 มกราคม ของทุกปีคือวันโคนมแห่งชาติ

8. กำลังการผลิตของ นมสดไทย-เดนมาร์ค

3

ภาพจาก bit.ly/2NB5Fj0

รัฐบาลรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนมมากขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายโรงงานนม อ.ส.ค. ไปยังภูมิภาคต่างๆ ของไทย ปัจจุบันมี 5 แห่ง ได้แก่

  • โรงงานนมมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี กำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน
  • โรงงานนมเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กำลังการผลิต 20 ตันต่อวัน
  • โรงงานนมปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำลังการผลิต 120 ตันต่อวัน
  • โรงงานนมขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กำลังการผลิต 150 ตันต่อวัน
  • โรงงานนมสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย กำลังการผลิต 140 ตันต่อวัน

นอกจากนี้ อ.ส.ค. ดูแลเกษตรกร 20% ของประเทศ จากปัจจุบันไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 16,000 ครัวเรือน และรับซื้อน้ำนมดิบ 600 ตันต่อวัน จากกำลังการผลิตน้ำนมดิบทั่วประเทศกว่า 3,000 ตันต่อวัน

9. รู้จักร้านไทย-เดนมาร์ค

2

ภาพจาก bit.ly/3s1BBMd

นมไทย-เดนมาร์คได้พัฒนาช่องทางการขายสินค้าให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยที่เรารู้จักกันดีคือ “ร้านไทย-เดนมาร์ค” ป็นร้านค้ากึ่งคาเฟ่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของไทย-เดนมาร์ค และให้บริการเมนู นมสดเย็น นมสดปั่น และไอศกรีม Soft Serve โดยภายในร้านมีที่นั่งให้ลูกค้า เน้นขยายไปตามสถาบันการศึกษา เพื่อขยายตลาดสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มนักเรียน วัตถุประสงค์ของการเปิด “ร้านไทย-เดนมาร์ค” คือต้องการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงขณะเดียวกันยังเป็นเหมือน Lab พัฒนา และทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วย

10. รายได้ของนมไทย-เดนมาร์ค

1

ภาพจาก bit.ly/3lDimXa

อุตสาหกรรมนมในประเทศไทย มูลค่าตลาดกว่า 50,000 ล้านบาท โดย“อ.ส.ค.” ได้วางยุทธศาสตร์ก้าวสู่การเป็น “นมแห่งชาติ” ภายในปี 2564 โดยเน้นส่งเสริมการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพแก่เกษตรกร พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมนมให้ครบวงจร รวมถึงการสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง

โดยนมไทย-เดนมาร์คทำยอดขายแตะระดับ 10,000 ล้านบาท ในปี 2560 มียอดขาย 9,250 ล้านบาท และมีมูลค่าการตลาดที่มากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันนมไทย-เดนมาร์คมีสินค้าใหม่หลายชนิดเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม , กลุ่มผลิตภัณฑ์โยเกิร์ต , กลุ่มนมออร์แกนิค , กลุ่มผลิตภัณฑ์ไอศกรีม เป็นต้น

เกร็ดน่ารู้เพิ่มเติม: วันที่ 20 ตุลาคม 2504 เป็นการลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนม ระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ. 2509 พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย


ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

0

ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ https://bit.ly/3corFV2
รับฟังบทความต่างๆ ผ่านทาง PodCast ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ https://soundcloud.com/thaifranchisecenter

ขอบคุณข้อมูล
https://bit.ly/2NtOfVt , https://bit.ly/3eStq1g , https://bit.ly/38S9GXy

 

อ้างอิงจาก https://bit.ly/3cUsRkS

[Total: 0    Average: 0/5]

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด

Main Sponsors

Happy Sponsors