ใครเจ๋ง! ไปรษณีย์ไทย vs Kerry Express

เชื่อว่าในเวลานี้ หากถามพ่อค้า แม่ค้าในตลาดออนไลน์ว่า จะส่งพัสดุที่ไหน Kerry express น่าจะเริ่มไล่จี้มาติดๆ กับคำว่า EMS ของไปรษณีย์ไทย

โดยความน่ากลัวของ Kerry express บริษัท Logistics สัญชาติฮ่องกงรายนี้ คือ ในเวลาเพียงแค่ 12 ปี สามารถอัพเกรดบริการของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แถมยังกระจายสาขาปักหมุดแบบรัวๆ

ขณะที่ทางด้านเจ้าถิ่นซึ่งเป็น Local Brand อย่าง “ไปรษณีย์ไทย” ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 100 ปี จำเป็นต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อครองใจผู้บริโภค

รวมถึงพ่อค้าออนไลน์ ที่กำลังสร้างตลาดอีคอมเมิร์ซให้คึกคักมีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้าบาทต่อปี เพราะนอกจาก Kerry จะไล่จี้ไปรษณีย์ไทยมาติดๆ แล้ว ยังมีแบรนด์เอกชนตามมาอีกมากมาย

วันนี้ www.ThaiSMEsCenter.com จะมา Review การทำงานของไปรษณีย์ไทย กับ Kerry Express รวมถึงรายได้ของทั้งสอง ว่าใครเติบโตได้เร็วมากกว่ากัน และแนวโน้มใครจะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในอนาคตมากที่สุดครับ

ลบภาพลักษณ์เก่า สร้างมิติใหม่ไปรษณีย์ไทย

u1

ภาพจาก https://goo.gl/TYaEkD

ไปรษณีย์ไทยต้องกับเจอ “คู่แข่ง” รุมกินโต๊ะแย่งชิงลูกค้าไปจากมือ กำลังคิดผิดถนัด เพราะในขณะที่เกิด “คู่แข่ง” เพิ่มมากขึ้นแถมยังอัพเกรดบริการกันทุกคนอยู่ตลอดเวลา แต่ตลาด E-Commerce เองก็โตอย่างก้าวกระโดดพรวดๆ

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ นั้นคือ ความต้องการรับส่งพัสดุมีเพิ่มมากขึ้นมหาศาล ถึงจะมีคู่แข่งเข้ามาแย่งชิงลูกค้า แต่ไปรษณีย์ไทยยังเก็บเกี่ยวตลาดนี้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

u2

ภาพจาก https://goo.gl/FDomyT

โดยเฉพาะบริการที่ใครคิดว่าตายแต่ก็ยังไม่ตายอย่าง จดหมาย ที่ยังมีจำนวนผู้ส่งมหาศาล โดยปัจจุบันมีสัดส่วน 25% ของรายได้ไปรษณีย์ไทยรวมถึง “สแตมป์” เองก็ยังเป็นสินค้าที่ขายดีแถมยังทำให้สวยงาม

อัพเกราดราคาแพงขึ้นจากอดีต เพื่อตอบสนองนักสะสม ถ้าลองแยกรายได้เฉพาะส่งพัสดุ EMS จะประมาณ 14,500 ล้านบาท เป็นรายได้ที่ “ทิ้งห่าง” Kerry Express อยู่พอตัว

สิ่งที่ทำให้ “ไปรษณีย์ไทย” เหนือชั้นกว่า “คู่แข่ง” ทุกรายนั้นคือ เครือข่ายที่มีมากกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ยังไม่รวมร้านค้าอิสระที่รับ-ส่งสินค้าที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับ “ไปรษณีย์ไทย” ที่อยู่ตามตรอกซอยทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัด” ที่คู่แข่งอย่าง Kerry Express ยังมีเครือข่ายสาขาน้อยนิด ซึ่งกำลังบ่มเพาะเพื่อให้ใกล้เคียงกับผู้นำตลาดอย่างไปรษณีย์ไทย

ไปรษณีย์ไทย 4.0 ยกระดับการบริการ

u3

ภาพจาก https://goo.gl/gDxYh8

เป็นความมั่นใจของ “ไปรษณีย์ไทย” ถึงกลับกล้าประกาศว่าพื้นที่ต่างจังหวัดตัวเองมีส่วนแบ่งการตลาดมากเกือบๆ 75% ในขณะที่กรุงเทพมีส่วนแบ่งตลาด 50 -55% เป็นชัยชนะใสๆ แบบ “ผูกขาด” ของ “ไปรษณีย์ไทย”

แต่ก็ไม่ได้หลงระเริงตัวเองว่าในอนาคตจะไม่มีใครสามารถมีรายได้แซงหน้าได้ ตรงกันข้าม “ไปรษณีย์ไทย” ประเมินทุกประตูการแข่งขันแล้วว่า ทั้งคู่แข่งหน้าใหม่ หน้าเก่า ต่างมีเงินทุนที่หนา แถมยังอัพเกรดระดับบริการตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

u4

ภาพจาก https://goo.gl/ZgBojR

แผนปฏิรูปไปรษณีย์ไทย 4.0 จึงเกิดขึ้นทั้ง พัฒนาพนักงานตัวเองให้มีความมืออาชีพมากขึ้น, ปรับปรุงระบบปฏิบัติงานให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในองค์กรและภาคบริการ

เพราะในโลกของธุรกิจก็มีให้เห็นมานักต่อนัก หากเบอร์หนึ่ง คิดว่า คู่แข่งยังห่างไกลจากตัวเองเยอะ พร้อมกับนิ่งนอนใจไม่พัฒนาตัวเองหรือปรับตัวเข้ากับการแข่งขัน แค่พริบตาเดียวอาจกลายเป็น “แบรนด์รอง” หรือหายสาบสูญไปจากตลาด ก็มีให้เห็นมาแล้ว

u5

ภาพจาก https://goo.gl/UfhD5r

ข้อดีของไปรษณีย์ไทยก็คือ เครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ทั้งสาขาของไปรษณีย์ไทยกว่า 1,400 แห่ง และสาขาของเอกชนที่ร่วมให้บริการ 3,500 แห่ง รวมๆ กันแล้วมีจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทยทั่วประทศ 5,000 แห่ง

นอกจากจุดบริการแล้ว คนส่งของก็ยังเข้าถึงทุกพื้นที่มากกว่า เพราะไปรษณีย์ไทยให้บริการมาอย่างยาวนาน แถมพนักงานส่งก็คือคนที่คุ้นเคยกับชุมชน บางครั้งต่อให้เขียนที่อยู่ผิด ไปรษณีย์ไทยก็สามารถไปส่งถูก หรือบางครั้งไปแล้วบ้านไม่มีคนอยู่ พนักงานบางคนก็สามารถเอาไปให้ลูกค้าที่ตลาดได้

u6

ภาพจาก https://goo.gl/qQgCy5

รายได้ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

  • ปี 2558 มีรายได้ประมาณ 22,390 ล้านบาท มีกำไร 2,569 ล้านบาท
  • ปี 2559 มีรายได้ประมาณ 25,199 ล้านบาท มีกำไร 3,571 ล้านบาท
  • ปี 2560 มีรายได้ประมาณ 28,293 ล้านบาท มีกำไร 4,212 ล้านบาท

รายได้โตขึ้นปีละประมาณ 12% แม้รายได้โตไม่หวือหวา แต่สามารถทำกำไรได้โตถึงปีละ 39% และ 17%

Kerry express ดึงจุดอ่อนคู่แข่ง สร้างจุดแข็งตัวเอง

i1

ภาพจาก https://goo.gl/z4nhtv

Kerry express เชื่อว่าพฤติกรรมการส่งพัสดุของคนไทยทั่วประเทศ ก็ไม่ต่างจากพฤติกรรมการเข้าร้านสะดวกซื้อ ขอร้านที่สะดวกใกล้บ้าน ยิ่งชื่อชั้นแบรนด์ตัวเอง ณ เวลานี้ “บ่มเพาะ” มานานจนแข็งแกร่งใกล้เคียงกับ “ไปรษณีย์ไทย” หากมีสาขาที่ครอบคลุมมากขึ้นก็เปรียบเสมือนมี “แม่เหล็ก” ดูดลูกค้ามาจากมือ “ไปรษณีย์ไทย” ให้มาเป็นลูกค้าตัวเองได้ไม่ยาก

และเมื่อมีสาขาเพิ่มมากขึ้น Kerry express ก็ต้องเพิ่มจำนวนยานพาหนะให้มากขึ้นเป็นอีก 2 เท่าจากเดิมที่มีอยู่ และเตรียมเปิดศูนย์กระจายสินค้าย่อยเพิ่มอีกกว่า 300 แห่ง สุดท้ายคือการเพิ่มจำนวนพนักงานที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่ำๆ อีก 1 เท่าตัว

การเพิ่มจำนวนพนักงาน “จัดเต็ม” เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายธุรกิจที่กว้างมากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่ Kerry express ยังห่างไกลจาก ไปรษณีย์ไทย คือจำนวนสาขาตัวแทนรับฝากส่งพัสดุ เพราะฉะนั้นต้อง “ปิดจุดอ่อน” ตรงนี้ หากลูกค้าไม่อยากเดินทาง ก็มีบริการส่งพนักงานไปรับถึงหน้าบ้านเลย

บริการประทับใจ รอแซงหน้าคู่แข่ง

i3

ภาพจาก https://goo.gl/CWdTpP

บริการที่ว่าคือ Bangkok Same day เรียกรับพัสดุผ่าน Application Kerry Express หรือ Call Center เพื่อเรียกพนักงาน Kerry Express เข้าไปรับพัสดุจากต้นทางภายใน 1 ชั่วโมง และส่งถึงมือผู้รับภายในวันเดียวกัน จะเห็นว่า Kerry Express ไม่ได้มาเล่นๆ แต่อัพเกรดตัวเองขึ้นทุกๆ ปี นั้นเพราะประเมินสถานการณ์ตัวเองแล้วว่า ที่ผ่านมารายได้ก็เติบโตขึ้นทุกๆ ปี

ไม่แปลก! หากใครเป็นเจ้าของธุรกิจเมื่อควักเงินลงทุนไปมหาศาล ผลลัพธ์ทางรายได้เติบโตมากกว่า 100% ในทุกๆ ปี เป็นใครก็ต้องใส่เม็ดเงินลงทุนต่อเนื่อง

i2

ภาพจาก https://goo.gl/hTprzZ

ยิ่งเป้าหมาย คือ ต้องยกระดับเทียบชั้นการส่ง “พัสดุ” อย่างไปรษณีย์ไทย ที่ครองตลาดนี้มาอย่างยาวนาน ด้วยแล้วนั้น Kerry Express ต้องลงทั้งเงิน ลงทั้งไอเดีย และการสื่อสาร Branding โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้

เพราะหากเทียบกันต่อตารางเมตรในพื้นที่ต่างจังหวัด Kerry Express ยังคนละชั้นกับ “ไปรษณีย์ไทย” หาก Kerry Express คิดว่าเวลานี้ตัวเองเทียบชั้น ไปรษณีย์ไทย ได้แล้วคงต้องบอกว่า เป็นอะไรที่ Inter Brand รายนี้ “คิดผิด” พร้อมกับต้องชำเลืองมองไปที่รายได้มหาศาลของ “ราชันตลาดพัสดุเมืองไทย”

ส่งสินค้าไม่แพง รวดเร็ว

i6

ภาพจาก https://goo.gl/SmD2Su

ปัจจุบันข้อดีของ Kerry Expressได้รับความนิยมจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น ราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ส่งสินค้าชำรุดเสียหายน้อย แถมยังส่งได้รวดเร็ว รับประกันว่า 1 วันถึงมือผู้รับ ก็ถึงจริงๆ

คนขายก็อยากให้ลูกค้าได้รับของแบบไม่มีตำหนิ ส่วนลูกค้าก็อยากได้ของที่สั่งไปในสภาพสมบูรณ์ แถมไม่ต้องรอนาน เมื่อเคอรี่สามารถตอบสนองได้ทั้ง 2 ความต้องการ หลายๆ คนเลยหันมาใช้บริการ

นอกจากนี้ทีเด็ดอีกอย่างก็คือ การโทรหาลูกค้าก่อนรับสินค้า ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนได้รับการใส่ใจจากพนักงานมากยิ่งขึ้น

i5

ภาพจาก https://goo.gl/j3mhKi

รายได้ของ บริษัท “เคอรี่ เอ็กซ์เพรส” (ประเทศไทย) จำกัด

  • ปี 2558 มีรายได้ประมาณ 1,515 ล้านบาท มีกำไร 134 ล้านบาท
  • ปี 2559 มีรายได้ประมาณ 3,206 ล้านบาท มีกำไร 307 ล้านบาท
  • ปี 2560 มีรายได้ประมาณ 6,577 ล้านบาท มีกำไร 732 ล้านบาท

รายได้โตขึ้นปีละ 111% และ 105% ขณะที่กำไรก็โตตามไปที่ปีละ 128% และ 138% ตามลำดับ ถือเป็นคู่แข่งใหม่ที่น่ากลัว ของเจ้าเก่าแก่ดั้งเดิมอย่าง “ไปรษณีย์ไทย”

i4

ภาพจาก https://goo.gl/xG5kng

หากมองเจาะลงไปอีก ไปรษณีย์ไทย มีรายได้จากการส่งพัสดุประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด เท่ากับว่าในปีล่าสุด มีรายได้จากการส่งพัสดุราว 14,000 ล้านบาท เทียบกันกับคู่แข่งมาแรงอย่างเคอรี่อยู่ที่ 6,500 ล้านบาท ต่างกันเกินเท่าตัว

แม้จะยังครองแชมป์ แต่พี่ใหญ่อย่างไปรษณีย์ ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน เพราะการเติบโตแบบ 2 เท่าทุกปีของเคอรี่ ก็ยังแรงดีไม่มีตก เพียงแค่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 นี้ ก็โตกว่าไตรมาสแรกของปีก่อน 121% และผู้บริหารได้ตั้งเป้าว่าปีนี้ จะทำรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาทไปสำเร็จ

เราคงต้องติดตามว่าแชมป์อย่าง “ไปรษณีย์ไทย” จะสามารถรักษาแชมป์ไปได้นานแค่ไหน ส่วน “เคอรี่ เอ็กซ์เพรส” ผู้ท้าชิงจะขึ้นมาท้าทายและแซงได้หรือไม่ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม โลกซื้อขายออนไลน์และการขนส่ง ก็ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

เปรียบเทียบรูปแบบการให้บริการ ไปรษณีย์ไทย VS Kerry
Process การทำงาน

ii1

ภาพจาก https://goo.gl/34TZFS

เมื่อเดินเข้าไปที่ไปรษณีย์ไทย เจ้าหน้าที่จะขอบัตรประชาชนผู้ส่ง และติดสติ๊กเกอร์ราคาแสตมป์ โดยที่ไม่มีการเช็คความครบถ้วนของที่อยู่ ซึ่งทำให้การรอคิวของไปรษณีย์ไทยค่อนข้างสั้น

Kerry เองก็มีการขอบัตรประชาชนของผู้ส่งเช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของผู้รับนั้น จะต้องมีการเช็คเบอร์ติดต่อ ต้องมีแขวงหรือตำบลให้ชัด ตามมาด้วยอำเภอ จังหวัด รหัสไปรษณีย์ เรียกว่า ตรวจข้อมูลให้ถูกต้องก่อนจะชำระเงินกันเลยทีเดียว แต่หากมีเบอร์ติดต่อของผู้รับอยู่ในระบบของ Kerry แล้ว ก็อาจทำให้เสียเวลากรอกข้อมูลน้อยลง

หากมองเรื่องคิว จะรู้สึกว่า คิวของ Kerry นานกว่า ส่วนในมุมผู้รับพัสดุ ของไปรษณีย์ไทยจะไปส่งถึงที่ โดยมิได้นัดหมายใดๆ หากไม่มีคนอยู่รับ ก็จะทิ้งโน๊ตเอาไว้ให้ไปรับเองที่ไปรษณีย์ ซึ่งของ Kerry จะมีเจ้าหน้าที่โทรแจ้งก่อนว่า จะมีของไปส่งนะ ช่วยอยู่รับด้วย หรือหากไม่สะดวกจะนัดกันอย่างไรก็แล้วแต่กรณีไป

ii2

ภาพจาก https://goo.gl/9Mpmeo

ตรงนี้น่าสนใจ ในมุมของการโทรศัพท์ แน่นอนว่า Kerry ต้องเสียต้นทุนมหาศาลกับการต้องโทรศัพท์หาผู้รับทุกราย ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายเรื่องการโทร แต่ยังเป็นเรื่องเวลาที่ต้องจอดรถ เพื่อโทรอีกด้วย

ทำไม Kerry ถึงยอมให้มี Fat (หรือค่าใช้จ่ายส่วนเกิน) แบบนี้เกิดขึ้น ก็เพราะ Kerry คงมองว่า ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ของไปไม่ถึงมือผู้รับบริการ นั่นเอง

ii4

ภาพจาก https://goo.gl/Hswn5V

ในช่วงก่อนหน้านี้ ไปรษณีย์ไทยโดน Comment อยู่บ่อยครั้งเรื่องของหาย ส่งของไม่ได้ของ โดนเรียกร้องต่างๆ นานา หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เกิดการวิจารณ์นั้น ก็คือ การจ่าหน้าซองไม่ชัดเจน และไม่มีผู้รับ ณ ที่อยู่ของผู้รับนั้นด้วย ทำให้ Kerry ต้องยอมลงทุนตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูลผู้รับให้ถูกต้องตั้งแต่แรก และการโทรไปเช็คว่ามีผู้อยู่รับของจริงๆ

สิ่งสุดท้ายที่นำมาเปรียบเทียบ ก็คือ จำนวนสถานที่ให้บริการของไปรษณีย์ไทย ก็ยังคงเป็นต้องเป็นที่ทำการไปรษณีย์ไทย แม้จะมีไปรษณีย์ไทยแบบเอกชนเกิดขึ้น แต่นั้นหมายถึงราคาค่าบริการที่สูงขึ้นประมาณ 15-30 บาท ด้วยเช่นกัน

ii3

ภาพจาก https://goo.gl/kHRQ4Q

ส่วน Kerry นั้น ได้จับมือกับ B2S, Family Mart และมีร้านค้าที่ทำหน้าที่เป็นหน้าต่างให้ Kerry อีกมากมาย ซึ่งมีค่าบริการที่ไม่ได้บวกเพิ่มเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น ส่งหนังสือ Big Data Series I สำหรับพื้นที่ในกทม. ที่ Kerry Shop ราคา 35 บาท หรือ ส่งที่ B2S ก็ราคา 35 บาทเช่นกัน แต่หากส่งไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด การส่งที่ B2S จะบวกเพิ่มขึ้นมาอีก 9 บาท เป็นต้น

สิ่งที่เราเห็นชัดเจนคือ Kerry ได้นำเอาข้อเสียของไปรษณีย์ไทย มาเป็นต้นแบบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหาย ระบุที่อยู่ไม่ชัด สถานที่ให้บริการไม่ทั่วถึง รวมไปถึงเรื่องค่าบริการที่มีราคาสูง


คุณผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

01

อ่านบทความอื่นๆ จากไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ goo.gl/a75NUP
เลือกซื้อแฟรนไชส์ไทยขายดี เปิดร้าน goo.gl/jYLgxr

อ้างอิงข้อมูล

[Total: 2    Average: 2/5]
ใครเจ๋ง! ไปรษณีย์ไทย vs Kerry Express written by คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ) average rating 2/5 - 2 user ratings

คุณมนตรี ศรีวงษ์ (อ๊อฟ)

นักเขียน ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงข่าวสาร การค้า การลงทุน มีความสนใจเรื่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และแฟรนไชส์

Main Sponsors

Happy Sponsors